ReadyPlanet.com
dot dot
ixon เจ้าแห่งเทคโนโลยี่ , เสริมสวย , ทำผม , อุปกรณ์เสริมสวย , nigao , นิกาโอะ . นิคาโอะ
เทคนิคตัดผมบ๊อบ

Regent of Bob


 นับตั้งแต่ปี ค.ศ.1920 ภาพยนตร์เงียบได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน นอกเหนือไปจากช่วยทำให้ภาพความตระการตาของบรรดาดาราขายและดาราหญิงแพร่ไปสู่เมืองเล็กๆ ตลอดทั่วสหรัฐ ชีวิตที่ปรากฏอยู่ในภาพยนตร์ได้ช่วยผนึกแนวคิดตามลัทธิเสพสุข และช่วยแพร่รสนิยมคนเมืองใหญ่ เครื่องแต่งกายคนเมืองใหญ่และวิธีการใช้ชีวิตของคนเมืองใหญ่ ออกไปสู่ชนบท
 
ดาราภาพยนตร์กลายเป็นผู้ก้าวนำด้านแฟชั่น รูดอล์ฟ วาเลนติโน กลายเป็นชายในฝันของผู้หญิงอเมริกันนับล้าน บรรดาผู้ชายพากันลอกเลียนแบบทรงผมใส่น้ำมันวาววับเหมือนรองเท้าหนังขัดมันแบบวาเลนติโน เช่นเดียวกับดาราสาว โจน ครอว์ฟอร์ด สวมบทบาทเป็นสาวปีกกล้า ตัดผมสั้นตามแบบฉบับของผู้หญิงในปี ค.ศ.1920 ที่ใช้ชีวิตอย่างหวืดหวา ทำให้บรรดาผู้หญิงจะเลียนแบบการแต่งหน้า ทรงผม และเสื้อผ้าของเธอไปทั่วทั้งสหรัฐฯ

 ในระหว่างสงคราม ภาพยนตร์จะเน้นโครงเรื่องด้านความรักชาติ บรรดาพระเอกบนจอในสมัยนั้น จะไว้ “ทรงเกลี้ยงเกลาแบบเด็กชาวอเมริกัน” เหมือน แวน จอห์นสัน และมีลักษณะเฉพาะตัวเหมือน สเปนเซอร์ เทรซี่จูน อัลลิสัน หรือทำเป็นลอนมาปิดตาข้างหนึ่งไว้เหมือนทรง “พีคคะบู” (Peek-a-boo คือเล่นซ่อนหา) ของเวโรนิกา เลค

 ทรงผมในตอนต้นๆ ช่วงปี ค.ศ.1930 ผมค่อนข้างสั้น โดยปกติมีลอนคลื่นเบาๆ และเป็นลอนหยิกสั้นๆ อยู่ตรงกกหูบริเวณลำคอ ครั้นทศวรรษล่วงไป ทรงผมสมัยนิยมค่อยๆ ยาวออก จนถึงปลายทศวรรษ ผมทรงบ๊อบมหาดเล็ก (Page-boy Bob คือผมเหยียดตรง งอนออกตอนปลาย) และการแต่งผมส่วนบนศีรษะเป็นลอนหยิกหรือถักเป็นเปียยังเป็นที่นิยมกันมาก

 ในระหว่างสงครามผู้หญิงบางคนแต่งทรงปงปาดูร์ สูงทางด้านหน้า และด้านข้างใบหน้า ในขณะเดียวกันการจัดทรงด้านหลังจะมีผมยาวและม้วนเป็นรูปตัวยู U บางรายก็ไว้ผมสั้นเรียกทรงผมหยิกว่า ทรงขนปุย หรือ เฟเธอร์-คัท (Feather-cut)

 ซึ่งจะมีความแตกต่างกันบ้างตามยุคตามสมัย โดยในช่วงก่อนหน้านี้ ผู้หญิงโดยปกติจะไว้ผมแสกกลางศีรษะ ทำเป็นลอนหยิกรอบใบหน้าแล้วดึงกลับไปทางด้านหลัง มีผมหน้าม้า (Bangs) หยิกเป็นลอนปิดหน้าผาก

 ในตอนช่วงต้นปี ค.ศ.1870 จะถักผมยาวเป็นเปียใหญ่ เป็นมวย หรือเป็นลอนหยิกคล้ายขั้นบันไดถอยล่นลงไปทางด้านหลังศีรษะ แต่ใช้ผมปลอมกันอย่างฟุ่มเฟือย
 หลังปี ค.ศ.1884 นิยมทำรอยเว้าไว้บริเวณคอ คอเสื้อแบบตีบใช้กันอย่างกว้างขวาง ผู้หญิงส่วนใหญ่จึงไว้ผมเลยลำคอ และสูงขึ้นไปบนศีรษะเป็นมวยหรือเป็นลอน

เครื่องแบบวัฒนธรรมของชนกลุ่มย่อย

 ที่ผ่านมาแฟชั่นได้รับผลกระทบจากกลุ่มชนที่ต้องการแยกตัวเองออกไปจากวัฒนธรรมสายหลัก ปรากฏการณ์นี้เริ่มต้นมาตั้งแต่ช่วงปลายปี ค.ศ.1940 และ 1950 จากเท็ดดี้บอยในอังกฤษ และพวกบีตนิคที่ปรากฏขึ้นในสหรัฐฯ เหตุการณ์นี้ยังคงดำเนินอยู่ต่อเนื่องจนถึง ค.ศ.1950 และต้น 1960

-มอดส์ (Mods)

 มอดส์ (Mods) หรือ ร็อกเกอร์ (Rockers) เป็นคนหนุ่มสาวในอังกฤษเมื่อกลางช่วงปี ค.ศ.1960 ร็อกเกอร์เป็นพวกหยาบกระด้าง ขี่จักรยานยนต์และสวมเสื้อแจ็กเก็ตหนังฟอกสีดำ พวกร็อกเกอร์ใช้ชีวิตร่วมกับพวกมอดส์ ซึ่งลุกขึ้นแสวงหาความรัก วิธีการแสดงออกเฉพาะตน เขียนบทกวี และเมายา กระทู้แฟชั่นของพวกเขา คือ เก๋ ผมยาว แว่นทรงคุณย่าและความสวยงามตามแบบเอดเวอร์เดียนในการแย่งชิงกันครองความสวามิภักดิ์จากคนหนุ่มสาวชาวอังกฤษ พวกมอดส์เป็นฝ่ายชนะ ส่วนร็อกเกอร์ค่อยๆ เสื่อมความสำคัญไป

 ศูนย์กลางกิจกรรมของพวกมอดส์อยู่บนย่านถนนคาร์นาบี และบนถนนพอร์ตโทเบลโล ในกรุงลอนดอน ส่วนพวกเดอะ บีตเติลส์ (Beatles) วงดนตรีชื่อดังในขณะนั้นได้ปรับเครื่องนุ่งห่มจากแบบที่ได้รับอิทธิพลจากมอดส์ และทำให้สไตล์มอดส์ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย
 ความคิดข้อหนึ่งที่ถือว่าเป็นแกนกลางของแนวความคิดแฟชั่นสไตล์มอดส์ คือ ข้อคิดที่ว่าผู้ชายเช่นเดียวกับผู้หญิง มีสิทธิที่จะสวมเครื่องนุ่มห่มในแบบที่สง่างามและหรูหรา ซึ่งทำให้สไตล์ของมอดส์ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี

-ฮิปปี้

 ในขณะเดียวกัน เมื่อฮิปปี้ปรากฏตัวขึ้นในสหรัฐ ทำให้เกิดละลอกคลื่นขึ้นในอุตสาหกรรมแฟชั่นเช่นกัน หลังจากการรวมกลุ่มฮิปปี้เมื่อปี ค.ศ.1967 สื่อประโคมข่างเครื่องแต่งกายประเพณีฮิปปี้ที่เต็มไปด้วยสีสันเป็นที่คุ้นตา คือ ผมยาวลงไปถึงไหล่ หรือยาวยิ่งไปกว่านั้นทั้งผู้หญิงและผู้ชายไว้ครา มีสายคาดศีรษะ และผู้ชายสวมลูกปัดแห่งรัก ผู้หญิงสวมกระโปรงยาว และใช้เครื่องแต่งกายประเพณีเหมือนพวกยิปซี

 พวกฮิปปี้นำเครื่องแต่งกายประเพณ๊เท่าที่จะจินตนากาดรได้มาผสมเข้าด้วยกัน หาเครื่องนุ่มห่มที่ใช้แล้ว ซึ่งซื้อหาจากร้านขายของใช้แล้ว จึงถึงปี ค.ศ.1968 เคน สกอตต์ นักออกแบบชาวอเมริกัน ออกแบบคอลเลคชั่นซึ่งรวมไปถึงสิ่งที่เขาเรียกว่า แบบฮิปปี้-ยิปซี (Hippie-gypsy Look)

-แอฟโฟร (Afro)

 ทรงผมแอฟโพร (Afro) ซึ่งโป่งและปุกปุย อาศัยข้อได้เปรียบที่ผมของชาวอเมริกันเชื้อสายอัฟริกาส่วนใหญ่หยิกอยู่แล้วตามธรรมชาติ เป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย ทั้งผู้ชายและผู้หญิงในช่วงปลายปี 1960 และช่วงต้นปี 1970 และยังคงอยู่ในสมัยนิยมมาตั้งแต่นั้น

 บรรดาสไตล์แบบแอฟโพรเปลี่ยนไปเป็นระยะๆ ถึงปี ค.ศ.1976 สไตล์แอฟโฟรถูกตัดให้สั้นลงและแนบกับศีรษะมากขึ้น การถักแถวเม็ดข้าวโพด (Corn-row Braids) อันเป็นหวีการจัดผมออกเป็นกระจุกเล็กๆ ตามขนบธรรมเนียมชาวอัฟริกัน เป็นที่นิยมในบรรดาผู้หญิง เมื่อช่วงปลายปี ค.ศ.1970 และหลังจากนั้น
ตำนานการซอยผม

ตำนานการซอยผม

 ประวัติศาสตร์ของการซอยผมตามแบบมาตรฐานมีมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1965 ในนครนิวยอร์กสหรัฐอเมริกา ช่างผมได้ค้นคว้านำหลักวิชาเรขาคณิต มาประกอบการออกแบบทรงผมแบบทรงต่างๆ แต่ยังไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร บุคคลส่วนมากยังคงนิยมทรงผมแบบยีหัวโตเหมือนเดิม

 ถึงช่วงปลายปี ค.ศ.1960 เด็กผู้หญิงและหญิงสาวได้รับอนุญาตให้ไว้ผมเหยียดตรงและยาว เด็กผู้หญิงที่ผมไม่ได้กเหยียดตามธรรมชาติต้องไปยืดรอยหยิกออกจากผมด้วยเตารีดผ้า ความนิยมผมยาวเหยียดตรงยังคงดำเนินอยู่ต่อไป

 โดยนักออกแบบแฟชั่นฝรั่งเศส กูแรช และการ์แด็ง และนักออกแบบแฟชั่นชาวอังกฤษ แมรี ควอนต์ พากันตัดผมนางแบบจนเกือบเป็นรูปทรงเรขาคณิตในคอลเลคชั่น กึ่งทศวรรษ ต่อมา ปี ค.ศ.1968 วิดัล ซาสซูน ผู้นำหลักการออกแบบผมมาดัดแปลงประกอบการซอยที่เรียกว่า ตัดแบบเรขาคณิตทำให้ชื่อเสียงดังไปทั่วโลก ช่างเสริมสวยทั้งในประเทศและต่างประเทศพากันไปเป็นลูกศิษย์ เพื่อศึกษาหลักการออกแบบทรงผมเป็นจำนวนมาก

 นับว่าเป็นหลักมาตรฐานขงการออกแบบทรงผมที่ทุกคนยอมรับ เพราะสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการออกแบบปฏิบัติในการประกอบอาชีพเทคนิคการซอยแบบผม แต่ละสมัยไม่แตกต่างกันมาก เพื่อต้องการให้เป็นพื้นฐานของแนวทางออกแบบผมได้มาตรฐาน ปฏิบัติได้แม่นยำผมเข้ารูปทรงดี

 การตัดซอยผมควรจะต้องมีศิลปะคือ ให้มองดูแล้วมีการเคลื่อนไหว รูปหน้าและความแตกต่างของโครงสร้างเส้นผมเปลี่ยนแปลงไปตามลักษณะของแต่ละประเทศ คนเอเซียมีผมดำ คนยุโรปมีผมสีทอง ส่วนคนผิวดำหรือที่เรียกว่านิโกรมีเส้นผมหยิก ผมมี 3 ชั้น คือ ผมชั้นนอก ผมชั้นใน และผมชั้นกลาง ศีรษะของคนจะมีขวัญหลายรูปแบบแตกต่างกัน ทำให้การซอยผมผิดเพี้ยนไป ดังนั้นช่างผมจะต้องศึกษาเพื่อแก้ไขปัญหาให้ได้

การซอยผมแบบมาตรฐาน

 ที่นิยมคือ การซอยซิกแซ็ก เป็นเทคนิคที่ทำให้ผมดูนุ่มนวลเป็นธรรมชาติไม่ต้องใช้มีดโกนซอยอีกครั้งหนึ่ง และนี่คือจุดได้เปรียบซึ่งการซอยผมแบบซิกแซ็ก ทำให้เกิดผลดี คือ ผมดูเบาบาง เส้นผมจะพลิ้วเป็นธรรมชาติ

 การซอยผมซิกแซ็ก จะทำให้ผมดูหนาหรือบางอย่างไรก็ได้ หากซิกแซ็กลึกผมหนาก็จะทำให้ดูบาง หากซิกแซ็กตื้นผมบางก็จะทำให้ดูหนา
 การซิกแซ็ก ที่เส้นกรอบผมทำให้ใบหน้าดูไม่แข็ง และดูเป็นธรรมชาติขึ้น โดยจะสามารถทำให้ผมบางโดยดูแล้วความยาวไม่สั้นลง และทำให้ได้ผมที่พลิ้วสลวย หวีและจัดรูปทรงได้ง่าย ตลอดจนเทคนิคการซอยผมก็ยังเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไป เพราะต้องการผมประเภทนุ่มสลวยเป็นธรรมชาติ

 เช่นเดียวกับการซอยผมด้วยใบมีด ซึ่งเป็นวิธีการซอยแบบเก่ากว่ากรรไกร และยังมีเทคนิคการซอยอีกวิธีหนึ่ง ที่จะได้ผมที่นุ่มสลวยเป็นธรรมชาติ โดยมากมักได้ผมที่บางและเบา การซอยด้วยใบมีดอาศัยหลักเช่นเดียวกันกับกรรไกร แต่วิธีการซอยและผลที่ออกมาจะไม่เหมือนกัน

ซึ่งการซอยผมด้วยมีดโกนมี 3 วิธีดังนี้

1.การถากและตัด โดยจะถากผมสูงหรือต่ำ ขึ้นอยู่กับความต้องการผมหนาหรือบาง เมื่อถากมาถึงปลายผมตามต้องการ ให้ออกแรงกดผมก็จะขาด
 
2.การตัดและดึงเข้าหาตัว โดยกดปลายมีดลงบนเส้นผม ออกแรงดึงเข้าหาตัวเล็กน้อยผมจะขาด ผมที่ได้จะมีลักษณะค่อนข้างหนาเพราะไม่ได้ถากผม

3.การตัดและโยกผม โดยวิธีกดใบมีดไว้และโยกผมหรือเหวี่ยงผมไป ให้เคลื่อนมีดโกนตามด้วย ผมจะขาด และถากจากแรงเหวี่ยงเล็กน้อย ผมจะไม่หนาเกินไป ในขณะเดียวกันก็ไม่บางเกินไป

 ที่ผ่านมามีคนเคยนิยมใช้มีดโกนในการซอยผม เพราะทรงผมโดยมากเป็น ทรงผมที่นุ่มสลวยเป็นธรร
มชาติ หลังจากนั้นผมกลับกลายเป็นตรงที่มีน้ำหนัก เส้นผมคมชัด โดยเฉพาะที่เส้นกรอบ เมื่อความนิยมทรงผมเปลี่ยนไปกรรไกรจึงเข้ามาแทนที่มีดโกน นับจากนั้นมาเป็นเวลานานทีเดียว ที่กรรไกรได้ยึดครองอยู่ในวงการซอยผมทั่วทุกมุมโลกให้การยอมรับอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับอิทธิพลของทรงผมเป็นตัวกำหนดนั้นเอง

วิธีการซอยผมทรงบ๊อบ

ผมทรงบ๊อบเป็นทรงผมอมตะ และเป็นทรงที่คงอยู่คู่แฟชั่นตลอด อาจจะเปลี่ยนแปลงไปบ้างตามแฟชั่นแต่ก็ยังคงไม่ทิ้งหลักเก่าๆ มาประสมประสานกับหลักใหม่ๆ ผมทรงบ๊อบจึงเป็นทรงที่ไม้ล้าสมัย มีผู้ที่นิยมไว้ทรงบ๊อบตั้งแต่เด็กจนถึงผู้ใหญ่ การซอยผมทรงบ๊อบมีวิธีการปฏิบัติ ดังนี้

ขั้นตอนการตัดซอย

1.การแบ่งผมด้านหน้า
 ส่วนใหญ่แล้วจะแบ่งผมระหว่างกลางคิ้วทั้ง 2 ข้าง ให้เป็นแนวตรงขึ้นไปกลางศีรษะ เก็บส่วนนี้ไว้ซอยหลังสุด ส่วนการซอยผมด้านหน้านี้ ต้องดูแบบทรงผมตามต้องการ โดยรวบผมช่อนี้ไว้และหนีบผมด้วยปากเป็ด

2.การแบ่งผมด้านข้าง
 ใช้แนวผมด้านหลังใบหูเป็นเกณฑ์ จากข้างหูเป็นแนวตรงขึ้นไปกึ่งกลางศีรษะ จากข้างหูเป็นแนวตรงขึ้นไปกึ่งกลางศีรษะ แบ่งผมแนวขวาง เริ่มช่อที่ 1 ตรงบริเวณจอน ความหนาของช่อผมประมาณ 1 นิ้ว ผมด้านข้างจะแบ่งประมาณ 5-6 ช่อ การแบ่งผมซอยทีละช่อ เริ่มซอยจากช่อที่ 1 เรียงไปตามลำดับ จำนวนช่อของผมที่แบ่งขึ้นอยู่กับความหนาและความบางของเส้นผม

3.การแบ่งผมด้านหลัง
 จากแนวผมช่อที่ 1 กลางศีรษะ แบ่งจากกึ่งกลางศีรษะด้านหลัง ลงมาหาท้ายทอย โดยแบ่งผมด้านหลังออกเป็น 2 ส่วนเท่าๆกัน ต่อจากนั้นแบ่งผมตรงบริเวณท้ายทอย ให้เป็นมุมสามเหลี่ยมทีละช่อ ช่อละ 1 นิ้ว ประมาณ 7 ช่อ

4.การซอยผมด้านหลัง
 ให้ซอยผมเหลือไว้ ½ นิ้ว ตามแนวท้ายทอย ให้ผู้รับบริการก้มศีรษะเล็กน้อย ฉีดน้ำให้เปียก และหวีผมลงมาแนบท้ายทอย ซอยให้เหลือความยาวตามความต้องการ โดยไม่ต้องยกมือขึ้นซอยผมแนบท้ายทอยและตัดเป็นแนวตรง ผมช่อที่ซอยจะเป็นฐานของการซอยผมช่อต่อไป

5.เริ่มซอยผมช่อที่ 2
 โดยแบ่งผมลงมาเท่ากับช่อผมที่ได้แบ่งไว้ ไม่ควรแบ่งผมซอยให้แต่ละช่อหนามาก เพราะจะทำให้มองไม่เห็นฐานผมที่ซอยไปแล้ว โดยการซอยจะได้ไม่ต้องใช้หวีเปิดผม ดูฐานของผมที่ซอยไปแล้ว ตลอดเวลา หวีผมที่จะซอยมาทับช่อแรก ซอยหาความยาว ของผมเท่ากับฐาน หวีผมให้แนบท้ายทอย ตัดเสมอช่อไกด์ไลท์
 การซอยผม ให้แบ่งผมทั้งข้างซ้ายและข้างขวาลงมาเท่าๆ กัน ซอยเหมือนกันทุกช่อจนหมดผมด้านหลัง และในขณะทำการซอยผมจะต้องฉีดน้ำให้ผมเปียกอยู่เสมอ เพื่อสะดวกในการซอยผม

6.การซอยผมด้านข้าง
 ให้ซอยผมลงมาทีละช่อตามที่แบ่งไว้ หวีผมให้ตรงลงมาและตัดความยาวผมด้านข้าง เท่ากับความยาวของผมด้านหลัง ให้มุมผมด้านข้างกับผมด้านหลังต่อเชื่อมเป็นแนวเดียวกัน คือ แนวตรงขณะซอยผมไม่ควรยกมือขึ้นซอยผม

7.การซอยผมเพื่อเชื่อมต่อกัน
 ให้ปล่อยผมช่อที่แบ่งไว้ลงมา หวีผมที่จะซอยทับผมช่อฐานซอยผมเท่ากับช่อฐาน โดยไม่ต้องยกมือขึ้นซอย ซอยผมทุกช่อ จนหมดผมด้านข้าง ผมด้านข้างอีกด้านหนึ่ง ก็แบ่งผมลงมาซอยเช่นเดียวกัน เมื่อตัดเสร็จทั้งสองข้างแล้ว ก็ต้องตรวจผมให้มีความยาวเท่าๆ กัน โดยหวีผมลงมาตรวจอย่างละเอียด

8.การซอยผมด้านหน้า
 ทำได้ 2 แบบ คือ
 -แบบผมหน้าปัด หวีผมแสกจากข้างซ้ายหรือข้างขวา หรือจากแนวที่ถนัด แบ่งผมเป็นรูปสามเหลี่ยม โดยแบ่งจากแนวแสกเข้าไป 3 นิ้ว และอีกด้านหนึ่งแบ่งผมลงมากึ่งกลางคิ้ว หรือผมที่แบ่งแล้วลงมาซอยให้ความยาวอยู่ระดับตา ซึ่งจะใช้เป็นฐานและช่อผมต่อไปก็แบ่งผมลงมาเช่นเดียวกัน ใช้มือข้างซ้ายคีบผม โน้มขึ้นซอยให้เท่ากับฐาน ซอยเช่นนี้จนหมดผมที่แบ่งไว้ เสร็จแล้วก็ใช้หวีซอยผมตรวจแบบตามขวาง และซอยให้พอดีอีกครั้งหนึ่ง
 -แบ่งผมหน้าม้า เหมาะสำหรับเด็กหรือวัยรุ่น วิธีซอยก็แบ่งผมจากกลางศีรษะลงมาซอยความยาวระดับตา และใช้หวีซอยตรวจแบบขวางของผมอีกครั้ง โดยตัดส่วนเกินจากแนวผมที่ซอยไว้ให้พอดีกัน เมื่อซอยผมเสร็จแล้ว เวลาผมแห้งจะมีความบาง
 การซอยผมด้านหน้า จะซอยได้หลายรูปแบบ อาจเปลี่ยนแปลงตามแฟชั่น หรือความนิยมของแต่ละสมัย บางครั้งผมด้านหน้าอาจจะมาในรูปของความยาวเท่ากับด้านข้าง ทั้งข้างซ้ายและข้างขวาก็ได้ หรือจะเป็นผมซอยทรงบ๊อบแสกกลาง มีความยาวทั้งข้างซ้ายและข้างขวาเท่ากัน
 ผมทรงบ๊อบ ปลายผมจะมีความยาวเท่ากันทุกเส้น จะให้ยาวหรือสั้น ขึ้นอยู่กับฐานที่วางไว้

ความรู้เรื่องการซอยผม

 การตัดซอยผม ควรจะต้องมีศิลปะ คือให้มองดูแล้วมีการเคลื่อนไหว รูปหน้าและความแตกต่างของโครงสร้างเส้นผมสามารถเปลี่ยนแปลงไปตามลักษณะของแต่ละบุคคล แต่ละภูมิภาค ซึ่งต่างกันที่ลักษณะเส้นผม อาทิ คนเอเชียมีผมดำ คนยุโรปมีผมสีทอง ส่วนคนผิวดำหรือที่เรียกว่านิโกรมีเส้นผมที่หยิก ซึ่งช่างตัดผมจะต้องเข้าใจถึงลักษณะเส้นผมของลูกค้าเป็นประการแรกๆ และประเด็นสำคัญ

-เรียนรู้โครงสร้างเส้นผม ก่อนการออกแบบ-ตัดซอย

 นอกจากที่เราจะต้องรู้เรื่องโครงสร้างเส้นผมแล้ว จะต้องรู้ลึกไปถึงส่วนประกอบของเส้นผมด้วยว่า ในผมหนึ่งเส้นจะแบ่งชั้นผมออกเป็น 3 ชั้นคือ ผมชั้นนอก ผมชั้นใน และผมชั้นกลาง(แกนผม) ชั้นของเส้นผมแต่ละชั้นจะทำหน้าที่ต่างกัน ซึ่งแต่ละชั้นเพื่อประโยชน์ของการทำเคมีเป็นสำคัญ

 ไม่เพียงแต่ชั้นของเส้นผมเท่านั้นที่ต้องทำความเข้าใจ ศีรษะของคนก็ยังมีขวัญหลายรูปแบบที่ต่างกันออกไป ซึ่งจะทำให้มาตรฐานของการตัดซอยผมผิดเพี้ยนต่างกันออกไป ต้องทำความเข้าใจเช่นกัน

 สำหรับวัตถุประสงค์หลักของการตัดซอยผมนั้น ก็เพื่อจะกำจัดความหนาแน่นของเส้นผม การซอยผมถ้าผมแห้ง ควรจะใช้กรรไกรฟันไล่เพื่อลดความหนา ส่วนการซอยผมเปียกควรใช้กรรไกรธรรมดาหรือมีดโกนในตัดซอย

 ซึ่งลักษณะของเส้นผม จะเป็นตัวกำหนดจุดตั้งต้นว่า ควรจะซอยผมใกล้กับหนังศีรษะได้มากน้องแค่ไหน เช่นกรณีเส้นผมที่มีความละเอียด สามารถซอยผมให้ใกล้กับหนังศีรษะได้มากกว่าเส้นผมหยาบ เหตุผมก็คือ ถ้าซอยผมหลาบใกล้กับหนังศีรษะมากเกินไปปลายผมสั้นๆที่ซอยไว้ จะโผล่แทงขึ้นด้านบน ส่วนผมที่ละเอียดนั้น ผมจะอ่อนและยืดหยุ่นได้ง่าย ถึงจะซอยผมให้สั้นผมก็ยังคงเรียบติดกับศีรษะ ไม่กระดกขึ้นมา

 การซอยผมนั้นจะซอยผมออกมากน้อยเพียงใด ก็ขึ้นอยู่กับทรงผมที่ตกแต่งให้เป็นรูปทรง

 -เส้นผมละเอียด ตั้งต้นซอยห่างจากหนังศีรษะประมาณ 1/2 นิ้ว ถึง 1 นิ้ว

 -เส้นผมธรรมดา ตั้งต้นซอยห่างจากหนังศีรษะ 1 นิ้ว ถึง 1 ½ นิ้ว

 -เส้นผมหนา ตั้งต้นซอยผมห่างจากหนังศีรษะ 1 ½ นิ้ว ถึง 2 นิ้ว

 อีกหลักการหนึ่งที่มีความสำคัญในการซอยไม่แพ้หลักการใด คือ การยกมือขึ้นซอยตามระดับองศา จะประกอบด้วย 90 องศา 180 องศา 270 องศา และ 360 องศา ซึ่งหลักการยกมือในแต่ละระดับนั้นจะให้ผลลัพธ์ของการตกของเส้นผมที่แตกต่างกัน

เรียนรู้โครงสร้างศีรษะ
ก่อนการวางกรอบทรง

 Reference point หรือจุดอ้างอิงที่ใช้ในการเปลี่ยนแปลงผมบนศีรษะ มีตั้งแต่ส่วนของหู จอนไลน์ ท้ายทอย (จุดทุย) หรือ apex (จุดด้านบนสุดของกะโหลกศีรษะ) ซึ่งหากทำความเข้าใจในเรื่องจุดต่างๆ ในโครงสร้างทั้งหมดของศีรษะ ก็จะสามารถนำมาใช้ในการออกแบบทรงผมได้อย่างที่ต้องการ

สิ่งที่สำคัญในการเรียนรู้โครงสร้างของกะโหลกศีรษะ

 -เป็นเครื่องการันตีว่าจะทำให้การออกแบบทรงผมได้ชัดเจนแน่นอน ไม่ผิดพลาด

 -จะช่วยให้ตัดผมออกมาได้อย่างถูกต้องแม่นยำ

 -จะช่วยให้สามารถแก้ไขการออกแบบทรงผม เมื่อมีปัญหาเกี่ยวกับรูปกะโหลกศีรษะ โครงสร้างศีรษะที่อาจไม่เหมือนกันของลูกค้าในแต่ละรูปแบบ ทำให้สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงวิธีตัดไปตามสถานการณ์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

จุดต่างๆ บนกะโหลกศีรษะ ที่มีผลต่อการตัดซอยผม

 -Parietal ridge เป็นจุดกำหนดที่อยู่ข้างขมับดูได้จากการเอาหวีไปแนบที่ข้างขมับให้ปลายหวีชี้ขึ้น จุดที่ศีรษะโค้งออกไปห่างจากหวีนั่นคือ parietal ridge 

 -Occipital bone เป็นจุดที่อยู่ด้านหลังศีรษะบริเวณท้ายทอย ช่วงจุดทุยของกะโหลกศีรษะ

 -Apex เป็นจุดที่อยู่ด้านบนสุดของรูปกะโหลกศีรษะ

 -สี่มุมของกะโหลกศีรษะ จุดสี่มุมนี้จะอยู่ที่บริเวณข้างขมับสองจุดซ้ายขวา และข้างท้ายทอยสองจุดซ้ายขวาหากดูจากรูปศีรษะด้านบนมองลงมา จะเห็นเส้นทะแยงนั่นเอง
 จุดทั้งหมดนี้อาจไม่จำเป็นจะต้องใช้ในการทำงานหรืออ้างอิงทุกจุดแบบละเอียดในการตัดผม แต่จุดเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้เราทราบว่าเป็นจุดที่เปลี่ยนแปลงรูปแบบของศีรษะว่าจะให้มีความทุยหรือแบบ การเปลี่ยนแปลงแก้ไขในบริเวณนี้จะมีผลต่อการตัดผม
 ยกตัวย่างเช่น บริเวณด้านข้างซ้ายและขวาด้านหน้า เราสามารถตัดแล้วแสดงให้เห็นผลได้ชัดเจนที่สุด ไม่ว่าจะตัดให้เห็นจอบคมตรงชัด หรือให้ผมดูพลิ้วซิกแซก

พื้นที่ของกะโหลกศีรษะ

 หากทำความเข้าใจในพื้นที่ส่วนต่างๆ ของศีรษะอย่างแม่นยำ ก็จะทำให้ท่านประสบความสำเร็จในการตัดผมด้วยทักษะที่ถูกต้อง โดยมีจุดต่างๆ ที่ใช้เรียกขานและนำไปตัดได้ดังนี้

 -จุด Top เป็นจุดตัดระหว่าง parietal และ apex ที่ด้านหน้า สามารถตัดผมจากจุดนี้ได้โดยเริ่มจาก parietal แล้วทำไล่ไปจนรอบศีรษะ

 -จุด Front เป็นจุดตัดจากหลังใบหูด้านหนึ่งไปอีกด้านหนึ่ง โดยพื้นที่ด้านหน้าทั้งหมดคือ จุดที่เรียกว่าจุดด้านหน้า

 -จุด Side เป็นจุดที่อยู่ด้านข้างของศีรษะตั้งแต่หลังใบหูมาด้านหน้า เป็นจุดที่อยู่ใต้จุด Top ลงมานั่นเอง

 -จุด Crown เป็นจุดที่อยู่ด้านบนสุดของศีรษะ แต่อยู่ด้านหลังของจุด top มีหลายคนที่มีปัญหาเนื่องจากจุด Crown แบนทำให้ต้องแก้ไขเวลาตัดผมที่จุดนี้มากที่สุด ดังนั้นช่างตัดผมต้องให้ความสำคัญในการแก้ไขที่จุดนี้มากที่สุด

 -จุด Nape เป็นจุดที่อยู่บริเวณล่างสุดด้านหลังของศีรษะ บริเวณก้านคอกับท้ายทอยหรืออยู่ใต้จุดทุยลงมา

 -จุด Back เป็นจุดที่ไล่จากจุดบนสุดของศีรษะไล่ลงมาตั้งแต่กลางใบหูทั้งสองข้างส่วนด้านหลังทั้งหมด

 -จุด Fringe คือบริเวณหน้าผากหรือหน้าม้า โดยเริ่มจากบริเวณจุด apex ลากลงมาที่ขอบด้านหน้าของผมทั้งสองข้าง เป็นบริเวณที่ใช้ตัดผมเพื่อกำหนดหน้าม้า







dot
ชื่อผู้ใช้ :
รหัสผ่าน :
เข้าสู่ระบบอัตโนมัติ :
bullet ลืมรหัสผ่าน
bullet สมัครสมาชิก
dot
dot

dot
สมาชิกที่ Login อยู่
ยังไม่มีสมาชิกที่ล็อกอินในขณะนี้
bulletบุคคลทั่วไป 71 คน
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot


ahead magazine องค์ความรู้สำหรับประชาชนทุกระดับ ช่างเสริมสวย ร้านเสริมสวย
โรงเรียนเสริมสวย คุณโจ แอนด์ แซคส์
โรงเรียนเสริมสวยสถาพร แมกซ์ ยูเทิร์น
ผมร่วง ผมบาง หนังศีรษะมัน หัวล้าน ผมผิดปกติ แก้ได้ด้วย BSC hair tonic
สุดยอดผลิตภัณฑ์ดูแล ผิวหน้าและ เส้นผม
โรงเรียนสอนตัดซอยทรงผมปฏิวัติ สอนทำผม สอนตัดผม เรียนทำผม เสริมสวย


Copyright © 2010 All Rights Reserved.
ดูทีวีออนไลน์