| พลัง ไฮโดรเจน ทำสีผม ความรู้-ความเข้าใจการใช้ไฮโดรเจน เพื่อเป็นช่างเสริมสวยอย่างมืออาชีพ จำเป็นอย่างยิ่งต้องทำความเข้าใจถึงการทำงานของเคมีที่เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนสีผม ซึ่งมีอันตรายหรือต้องมีการควบคุม โดยต้องใช้ผู้ที่เชี่ยวชาญ มีประสบการณ์ หรือผ่านการเรียนรู้ ผ่านการทดสอบเป็นอย่างดี ภูมิความรู้ที่ต้องรู้เรื่อง...Hydrogen
 Last updated : กุมภาพันธ์ 2548 กองควบคุมวัตถุเสพติด สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
สิ่งน่ารู้ข้อต่อไป ปฏิกิริยาการสลายตัวของไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์(H2O2 ) ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ เป็นสารใช้ฟอกสีผมและฆ่าเชื้อโรค โดยปกติจะสลายตัวไปเองอย่างช้า ๆ ให้น้ำและออกซิเจนเกิดขึ้น ดังสมการ แสงสว่างและความร้อนจะช่วยเร่งให้เกิดการสลายตัวเร็วขึ้น ดังนั้นจึงต้องเก็บไว้ในที่มืด หรือในภาชนะสีน้ำตาลเข้ม และในที่เย็น 2H2O2 (aq) ® 2H2O(l) + O2(g)
ทำงานร่วมกับสีผมอย่างไร -สีออกซิเดชั่น (Colorant) หรือสีพารา เป็นครีมหรือของเหลวบรรจุในหลอด มีโมเลกุลขนาดเล็ก มีแอมโมเนียเป็นส่วนผสมหลักเพื่อให้มีสภาพเป็นกรด-เป็นด่าง ความเข้มข้นอยู่ที่ 8-11 ความเป็นด่างของแอมโมเนียนี้มีคุณสมบัติทำให้เส้นผมชั้นนอกบวมและพองขึ้นมาก เมื่อบวกกับส่วนผสมของสารลดแรงตึงผิวจะทำให้สีซึมเข้าไปสู่เส้นผมได้อย่างเต็มที่ ทั้งนี้หากสีออกซิเดชั่นมีความเป็นด่างมากก็จะทำลายส่วนชั้นนอกของเส้นผมบางส่วนทำให้ผมหยาบ กระด้าง
-น้ำยาโกรก (Developer) หรือไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ มีลักษณะเป็นครีมหรือของเหลวใส ซึ่งส่วนใหญ่นิยมใช้ขนาด 6% เพราะหากไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์มากกว่า 6% จะทำให้ผมแห้ง อาจก่อให้เกิดการระคายเคืองที่หนังศีรษะ แต่ถ้าไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์น้อยกว่า 6% ก็จะไม่สามารถออกซิไดซ์สีอย่างมีประสิทธิภาพ
หลักการเกิดสีผมสวย หลักการทำงานพื้นฐานของน้ำยาเปลี่ยนสีผมชนิดถาวร ที่ทำให้สีผมของเราเปลี่ยนไปคือ การทำปฏิกิริยาระหว่างสีออกซิเดชั่น (ขวดที่1) กับไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ (ขวดที่2) หลังจากเทส่วนผสม 2 ชนิดและเขย่าให้เป็นเนื้อเดียวกันจนข้นแล้วนำไปชโลมบนเส้นผม สารประกอบที่อยู่ในน้ำยา 2 ขวดจะเกิดปฏิกิริยาต่อกันทำให้เกิดออกซิเจน เปลี่ยนขนาดโมเลกุลของสีให้จับตัวใหญ่ขึ้น มีผลทำให้สีที่ได้ถูกกักเก็บอยู่ในชั้นกลางของเส้นผม นอกจากนี้ออกซิเจนยังทำปฏิกิริยากับสีผมตามธรรมชาติ เกิดเฉดสีที่อ่อนลง ทำให้สีที่ผสมขึ้นใหม่ตามความเข้ม-อ่อนบนฉลากผลิตภัณฑ์เห็นเด่นชัดเจนขึ้น
 การย้อมสีผมและการฟอกสีผม ________________________________________ เม็ดสีผมในโลกนั้นมีอยู่ 4 สี คือ ดำ น้ำตาล แดง เหลือง ค้นพบวิธีการย้อมผม โดยชาวปารีส เมื่อปี ค ศ. 1905 มีกฎที่ควรทราบดังนี้ 1.ถ้าจะย้อมผมให้สีอ่อนลงจะต้องฟอกสีผมให้อ่อนกว่าสีที่ต้องการก่อน (bleaching) 2. ถ้าจะย้อมผมให้สีเข้มขึ้น สามารถทำได้ทันที
โดยทั่วไปไม่ค่อยมีใครทราบกฎข้างต้น เมื่อนำไปย้อมก็จะได้สีออกแดงๆจางๆ ย้อมไม่ติด
การย้อมสีผม จะใช้ Hydrogen Peroxide เป็นตัว developer ทำลายโครงสร้างโมเลกุลของเม็ดสีภายในแกนผม เพื่อที่สีจะได้แทรกซึมเข้าไปภายใน ตัว developer มีหลายความเข้มข้น โดยทั่วไปมี 3 เบอร์ คือ 6%, 9% และ 12% นอกจากนี้ความรุนแรงยังขึ้นกับระยะเวลาที่ย้อมผม แต่มีผลน้อยกว่าความเข้มข้น
การฟอกสีผม ( bleaching ) จะใช้ Hydrogen Peroxide เป็นตัว developer เหมือนกัน โดยทั่วไปก็มี 3 เบอร์ คือ 6%, 9% และ 12% เช่นกัน แต่จะผสมผง Potassium Persulfate และ Ammonium Persulfate เป็นตัวฟอกสีผม โดยถ้าทิ้งไว้นานๆก็ยิ่งจะกัดสีผมให้อ่อนลงจนกลายเป็นสีเหลือง การฟอกสีผมจะทำให้ผมเสียและแห้งกัง สีผมอ่อนจะเห็นความอุบาทได้ชัดเจนกว่าสีผมเข้ม เช่น ทรงผมแหว่งๆ ความแห้ง ความไม่เงา
3. ถ้าต้องการทำไฮไลท์ผม จะต้องรีบๆทำ หรือ แบ่งทำทีละ 4 - 6 ช่อ แล้วต้องรีบสระล้างน้ำออกทันที
4. ถ้าใครต้องการสีผมน้ำตาล ก็สามารถใช้การฟอกสีผมทั้งศีรษะได้ โดยต้องรีบทำและคอยเช็คสีที่ต้องการ
5. ถ้าต้องการทำสีผมอ่อนๆ ก็ฟอกสีผมทั้งศีรษะและทิ้งไว้นานๆ จากนั้นจึงค่อยย้อมสีผมที่ต้องการอีกครั้ง อาจจะต้องฟอกสีผม 2 รอบ เพื่อให้สีผมอ่อนลงมากที่สุดและลดการเกิดสีเพี้ยนโดยเฉพาะสีผมที่ต้องการเป็นสีที่สดๆสว่างๆ
แนะทำสีผมให้ปลอดภัยต้องมีความรู้ รศ.นพ.ปิติ พลังวชิรา ผอ.ศูนย์ผิวหนัง มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว.) เปิดเผยว่า วัยรุ่นปัจจุบันนี้นิยมทำไฮไลท์ การทำไฮไลท์เป็นการทำให้สีผมจางลง อ่อนลง หรือเปลี่ยนสีผมเป็นสีต่างๆ ตามแฟชั่น คนที่ทำไฮไลท์จะผ่านการฟอกสี ซึ่งมีผลทำให้สีผมจางลง นอกจากนั้นยังมีผลต่อเคอราตินของเส้นผม และไปเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติอื่นของเส้นผม เช่นทำให้เส้นผมแห้ง หยาบ เปราะ ยุ่งง่าย ผมมีรูมาก ทำให้ผมดูดน้ำได้มากผมแห้งช้า อ่อนแอและขาดง่าย สารฟอกสีผมมีอยู่มากมาย ได้แก่ กลุ่มไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ ต้องใช้ร่วมกับสารตัวอื่น เช่นแอมโมเนีย เพื่อให้มีคุณสมบัติเป็นด่างก่อนที่ให้ฟอกสีผมได้เร็วขึ้น เพราะถ้าใช้ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์อย่างเดียวจะฟอกสีได้ค่อนข้างช้า กลุ่มเปอร์ซัลเฟต อยู่ในรูปเกลือโซเดียม โพแทสเซียม และแอมโมเนีย แต่ก็ไม่เป็นที่นิยม เพราะว่ากลุ่มนี้อาจมีการระคายเคืองได้ง่าย นอกจากนี้ยังมีสารโซเดียมเปอร์คาร์บอเนต เปอร์บอเรต แมกนีเซียมไดออกไซด์ หรือแบเรียมไดออกไซด์ ขั้นตอนการฟอกสีต้องอาศัยปฏิกิริยาออกซิเดชั่น เพื่อจะทำให้เมลานินมีการเปลี่ยนแปลง เกิดเป็นสารใหม่ซึ่งละลายได้ดีในด่างและเมลานิน ซึ่งเป็นตัวกำหนดให้ผมมีสีดำเหล่านั้นจะถูกกำจัดออกโดยการชำระล้าง ทำให้ผมมีสีจางลง ในปัจจุบันสารฟอกสีอยู่ในรูปสารละลาย ครีม แชมพู แต่ที่ใช้กันมากที่สุดคือฟอกโดยใช้ส่วนผสมระหว่างโฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์และแอมโมเนีย บางรายต้องการให้เส้นผมมีสีจางมากๆ อาจจะใช้สารพวกเปอร์ซัลเฟตร่วม การฟอกสีผมต้องใช้เทคนิคเข้าช่วยด้วยการไม่ควรสระผมก่อน เพราะไขมันบนหนังศีรษะจะถูกชำระล้างไป ทำให้ไม่มีสารไขมันปกป้องผิว จะทำให้เกิดการระคายเคืองได้ง่าย เวลาฟอกสีผมควรฟอกบริเวณปลายผมก่อน แล้วจึงฟอกบริเวณโคนผม เพราะโคนผมจะถูกฟอกสีได้ง่ายกว่า เนื่องจากความร้อนบริเวณหนังศีรษะจะทำให้โคนผมตอบสนองต่อน้ำยาเปลี่ยนสีได้มากกว่าส่วนอื่น หลังฟอกสีผมจะต้องสระผม และเลือกใช้ยาสระผมที่มีฤทธิ์เป็นกรด ซึ่งมักจะมีฟองน้อย และการชำระล้างไม่ดีเท่ายาสระผมธรรมดา เพราะไม่ต้องการทำความสะอาดมากเกินไป ดังนั้นควรสระเพียงเบาๆ ก็เพียงพอ หลังจากนั้นให้ล้างน้ำออกสัก 1 ครั้ง หลังจากฟอกสีผมแล้ว สามารถแต่งสีผมได้ตามแฟชั่นนิยม ซึ่งเรียกว่าการทำไฮไลท์ อาจมีสีเขียว น้ำตาล แดง ม่วง น้ำเงิน สีทอง สีบรอนซ์ พบว่ามีขายทั่วไปในรูปของเจลสี และหลังจากทำไฮไลท์แล้ว สีเหล่านี้จะเคลือบติดผมอยู่นาน เวลาสระผมด้วยแชมพูสีเหล่านี้สามารถคงอยู่ได้นาน โดยสามารถสระผมได้ประมาณ 20 ครั้งสีจะค่อยๆ จางลง การทำไฮไลท์ในลักษณะนี้ราคาแพง สำหรับกลุ่มที่ทำไฮไลท์โดยการฉีดสเปรย์หรือใช้มาสคาร่าอาจไม่ต้องฟอกสีโดยใช้ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์และแอมโมเนียก่อน สามารถใช้สเปรย์และมาสคาร่าได้เลย แต่ด้วยวิธีนี้สีผมใหม่จะไม่คงทนถาวร สระครั้งเดียวสีจะหลุดออกจากเส้นผม หากต้องการย้อมผมโดยใช้สีแบบถาวร ส่วนใหญ่อยู่ในรูปของครีม สีประเภทนี้จะคงทนถาวรต่อการสระผม การแปรงผม การหวีผม และทนต่อแสง หากเลือกวิธีนี้สามารถย้อมผมได้เลย เนื่องจากครีมที่ใช้มักมีสารพวกไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์และสีผสมกันอยู่แล้ว พวกนี้มีหลายสีให้เลือก  ข้อควรระวังเมื่อเกิดการแพ้สารฟอกสี ควรจะทดสอบก่อน ถ้าพบว่ามีอาการระคายเคืองควรเลือกใช้ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ที่เข้มข้นน้อยลงและลดระยะเวลาลง นอกเหนือจากอาการแพ้ระคายเคืองแล้ว ไม่ควรย้อมผมหรือฟอกสีผมขณะที่หนังศีรษะ ใบหน้า คอมีแผล รอยถลอก หรือมีปัญหาเกี่ยวกับผิวหนัง และถ้าจะทำเองอย่าให้ครีมย้อมผมเข้าตา เคล็ดลับการฟอกสีผม
-ไฮโดรเจน 6% ฟอกสีผมได้ 1-2 ระดับ -ไฮโดรเจน 9% ฟอกสีผมได้ 2-3 ระดับ -ไฮโดรเจน 12%ฟอกสีผมได้ 3-4 ระดับ สรุป... 6% หลายๆคนแนะนำให้ใช้ในการปิดผมขาว หรือต้องการให้ระดับสีผมมีความสว่างขึ้น 1-2 ระดับ 9%มักใช้ในยาย้อมสีผมเกือบทุกยี่ห้อ เป็นมาตรฐานส่วนใหญ่ 12% ค่อนข้างมีความรุนแรงทางเคมีสูง แต่มีฤทธิ์ในการกัดสีผมได้สูง การใช้ 12% ควรเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญสูง แต่พบว่ามีบางยี่ห้อเอาไปใช้เพื่อต้องการให้ผลิตภัณฑ์สีของตัวเองฟอกยกระดับสีผมได้สว่างกว่าชาวบ้าน โดยข้อเสียคือผมเสียหายง่าย และจะกลับไปทำซ้ำได้ยาก
เหตุที่ไม่อธิบาย 12% มากนักเพราะ... 1.หลายประเทศเขาไม่ใช้ และมีข้อห้ามใช้ไฮโดรเจนที่เกิน 9% 2.การใช้ 12% ซึ่งมีความรุนแรงสูงผมเสียหายมาก มีผลกระทบต่อร่างกายผู้ใช้ เช่น อักเสบ เป็นผื่นแดง คัน ใช้เป็นประจำจะเกิดอาการก่อมะเร็งได้ แต่ที่มีการเอามาใช้เพราะเชื่อว่าจะช่วยลดเวลาในการฟอกสีผมลง ซึ่งเป็นความต้องการของช่างประโยชน์มีแค่นั้นจริงๆ ดังนั้นผมจึงเลือกที่จะไม่ตอบหรือแนะนำให้ใช้ ถ้าไม่มีความจำเป็นจริงๆ และยังเชื่อว่าการใช้ 6% หรือ 9% แม้จะเสียเวลามากกว่า แต่มีผลดีต่อการทำงานดีกว่า ทำให้เราเป็นช่างเสริมสวย เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเสริมสวยที่แท้จริง โดยคำนึงถึงสุขภาพของลูกค้ามากที่สุด
|