| นิยาม ธุรกิจเสริมสวย การลงทุนทำธุรกิจ "เสริมสวย"
เพื่อเป็นอาชีพที่มั่นคงในยุคเศรษฐกิจตกสะเก็ด
นิยามธุรกิจ
ธุรกิจเสริมสวย (ตัดผม) เป็นการให้บริการ ตัดผม ทั้งบุรุษและสตรีครอบคลุมถึง การออกแบบทรงผม ตัดผม สระผม ซอยผม ย้อมผม และการ เสริมสวย อื่นๆ โดยเน้น การตกแต่งร้าน เข้ากับสมัยนิยม
จำนวนธุรกิจ
ปัจจุบัน มีจำนวนประมาณ 200,000 แห่ง ในจำนวนนี้มีไม่ถึง 10 % ที่มีการแจ้งขออนุญาตประกอบกิจการและการจดทะเบียนพาณิชย์/ทะเบียนนิติบุคคล จากข้อมูลของสำนักบริการข้อมูลธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้าซึ่ง ปี 2546 พบว่ามี ร้านเสริมสวย ที่จดทะเบียนเพียง 479 แห่ง
ขนาดธุรกิจ
แบ่งออกเป็น 3 ขนาด คือ
ธุรกิจขนาดเล็ก หรือ ธุรกิจรายย่อย ซึ่งมี เก้าอี้ทำผม ไม่เกิน 4 เก้าอี้ มีจำนวนร้อยละ 60
ธุรกิจขนาดกลาง หรือ SMEs ซึ่งมี เก้าอี้ทำผม ตั้งแต่ 4 10 เก้าอี้ มีจำนวนร้อยละ 30
ธุรกิจขนาดใหญ่ ซึ่งมี เก้าอี้ทำผม ตั้งแต่ 11 เก้าอี้ขึ้นไป มีจำนวนร้อยละ 10
มูลค่าตลาดภายในประเทศ
จากผลการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติและการประมาณการพบว่าธุรกิจ เสริมสวย ในปี 2545 และ 2546 มีมูลค่าตลาดภายในประเทศถึง 5,051 และ 5,070 ล้านบาทตามลำดับ
รายละเอียดการลงทุน
ค่าใช้จ่ายสำหรับการลงทุนเริ่มต้นจะแตกต่างกันตามขนาดและลักษณะของกิจการจากข้อมูลเฉลี่ยของการสำรวจการลงทุนเริ่มต้นของผู้ประกอบธุรกิจ จำแนกเป็น
- ตกแต่งอาคาร เฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้สำนักงาน อัตราส่วนร้อยละ 45
- เครื่องมือและอุปกรณ์ในร้านตัดผม อัตราส่วนร้อยละ 17 ประกอบด้วย
เครื่องอบไอน้ำ เครื่องอบผมไดร์เป่าผม กรรไกรตัดผม ปัตตาเลี่ยน เป็นต้น
- เงินทุนหมุนเวียน อัตราส่วนร้อยละ 38 ส่วนใหญ่เป็นค่าใช้จ่ายในการ
ซื้อวัสดุสำหรับบริการลูกค้า เงินเดือนพนักงาน ค่าน้ำประปา ไฟฟ้า เป็นต้น
อัตราผลตอบแทนทางการเงิน
ขึ้นอยู่กับขนาดของกิจการ ทำเลที่ตั้ง และความสามารถในการบริหารธุรกิจ ข้อมูล
เฉลี่ยจากการสำรวจ ผู้ประกอบการมีอัตรากำไรสุทธิต่อรายรับ ร้อยละ 18.24 กำไรสุทธิต่อเงินลงทุน ร้อยละ 48.07 ต่อปี โดยมีระยะเวลาคืนทุนประมาณ 1.8 ปี
กรณีที่มีพนักงานตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปเจ้าของร้านต้องทำบัตรประกันสังคมให้แก่ลูกจ้าง ณ สำนักงานประกันสังคม จัดหาพนักงานให้บริการ
ตกแต่งและจัดหาอุปกรณ์ หาทำเลที่ตั้งกิจการ
ขั้นตอนการประกอบธุรกิจเสริมสวย
ติดต่อเช่า / ซื้อ สถานที่ 1. ขอใบอนุญาตประกอบกิจการ
2. ขอใบอนุญาตประกอบกิจการ อันเป็นอันตรายต่อสุขภาพและเป็นที่น่ารังเกียจ (กรณีมีการแต่งเล็บ / แคะหู)
3. เสียภาษีป้าย ณ สำนักงานเขตเทศบาล สุขาภิบาล องค์การบริหารส่วนตำบล (ที่กิจการตั้งอยู่)
4. ยื่นขอเป็นผู้มีบัตรประจำตัวผู้เสียภาษีอากร ณ สรรพากรพื้นที่ (ที่กิจการตั้งอยู่)
5. จดทะเบียนพาณิชย์ หรือทะเบียนนิติบุคคล ณ สำนักพัฒนาธุรกิจการค้า (ที่กิจการตั้งอยู่) หรือ สำนักจดทะเบียนธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้านนทบุรี วิเคราะห์ข้อดี ข้อด้อย โอกาส และอุปสรรค
ข้อดี
1. เป็นธุรกิจที่ไม่ซับซ้อน สามารถเปิดกิจการได้ทันทีหากมีเงินลงทุน
2. ลงทุนต่ำ เครื่องมืออุปกรณ์ไม่แพง และสามารถหาซื้อง่าย
3. เป็นธุรกิจที่ต้องใช้วิชาชีพและประสบการณ์การทำงานเฉพาะด้าน
ข้อด้อย
1. ช่างฝีมือดี มีใจรักการให้บริการค่อนข้างหายาก และมีอัตราการเปลี่ยนงานสูง
2. ช่างเสริมสวยทำงานด้วยอารมณ์ การควบคุมคุณภาพของงาน และการบริหารบุคลากรจึงเป็นไปอย่างลำบาก
3. ทำเลที่ตั้งที่ดี มีอัตราค่าเช่าสูง ทำให้เป็นภาระต่อผู้ประกอบการ ขนาดกลางและขนาดย่อม
โอกาส
1. เป็นบริการที่ประชาชนทุกเพศทุกวัย มีความจำเป็นต้องใช้บริการ
2. ผู้ใช้บริการให้ความสำคัญกับบุคลิกภาพและการแต่งตัวมากขึ้น ทำให้พิถีพิถันในการเลือกใช้บริการร้านที่สามารถให้บริการที่ดี
3. ร้านขนาดเล็กและขนาดกลาง สามารถตั้งอยู่ย่านชุมชนที่ไม่ใหญ่นัก
4. ชาวต่างชาติไม่สามารถประกอบอาชีพตัดผมได้โดยเสรี
อุปสรรค
1. ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ มีผู้ตกงานเป็นจำนวนมาก ทำให้สูญเสียลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูง
2. มีการแข่งขันสูง เนื่องจากสามารถประกอบกิจการได้โดยง่าย
3. ในย่านที่สำคัญและในศูนย์การค้า หาสถานที่ตั้งยากและอัตราค่าเช่าสูง
สรุป
ธุรกิจเสริมสวยเป็นธุรกิจที่ได้รับความสนใจทั้งจากนักลงทุนใหม่ที่ไม่มีความรู้และ ประสบการณ์ในด้านการทำผมมาก่อนเลย และผู้ที่ผ่านการเรียนวิชาชีพเสริมสวยแล้วอยากจะเป็นเจ้าของกิจการ เพราะเป็นธุรกิจที่ไม่มีความซับซ้อนและไม่มีกฎหมายควบคุม จึงสามารถเปิดดำเนินกิจการได้โดยง่าย อีกทั้งยังเป็นธุรกิจที่สามารถสร้างรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำหากได้ทำเลที่ตั้งกิจการที่ดี
จากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติในปี 2545 พบว่าธุรกิจเสริมสวยสามารถสร้างรายได้ภายในประเทศกว่า 5 พันล้านบาท และมีอัตราการเติบโตร้อยละ 3 ต่อปี นับเป็นธุรกิจที่มีศักยภาพสูงสามารถสร้างเม็ดเงินให้กับประเทศได้อีกมหาศาล แต่เนื่องจากขาดการดูแลควบคุมจากภาครัฐมานานทำให้เกิดปัญหาสั่งสมมากมายในธุรกิจนี้
อาทิ หลักสูตรการเรียนการสอนวิชาชีพเสริมสวยที่ไม่ได้มาตรฐาน ไม่มีการจัดสอบบัตรประจำตัววิชาชีพช่าง ซึ่งทำให้ประชาชนได้รับบริการที่ไม่เป็นธรรมจากช่างเสริมสวยที่ฝีมือไม่ได้มาตรฐาน การขาดความรู้ด้านระบบบริหารจัดการที่ดี และการวางแผนธุรกิจ ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจเสริมสวยร้อยละ 90 ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจรายย่อย มีอัตราการเปิดและปิดกิจการเป็นไปอย่างรวดเร็วไม่สามารถดำเนินกิจการอยู่ได้อย่างยั่งยืน และธุรกิจไม่สามารถเติบโตได้อย่างที่ควรจะเป็น
ข้อมูล : ส่วนส่งเสริมพัฒนาธุรกิจบริการ พฤศจิกายน 2548
|