| ตัดซอยสไตล์ญี่ปุ่น Super Stroke Cut EXPLANATION OF 2010 STYLES
เกี่ยวกับ Collection AW/2010
ธีมจะมีความแตกต่างระหว่างปี 2009-2010 และการเคลื่อนไปสู่ ปี 2011 โดยที่แนวคิดที่มีรากฐานมาจาก Tokyo Girls Collection (คอลเลคชั่นสาวโตเกียว) เราเลือกสไตล์ดอกไม้และสไตล์แบบชายฝั่งตะวันตกที่อยู่ในยุค 1960-1970
สไตล์ Hippie จะมีทรงดอกไม้ ทรงดอกไม้ที่พริ้นบนกระโปรง สาวๆจะนิยมแต่ง Hippie ผสมผสานกับรองเท้าบู้ทตะวันตก หมวกคาวบอย และเสื้อแบบคาวบอย (Dungaree shirt)
สาวๆ คนอื่นอาจใส่เสื้อลายหมากรุก และเสื้อก๊กหมากรุกที่มีรูปของ Dixie Jazz หมวกคาวบอยฟางข้าว (Straw-hat) ก็เป็นของอีกชิ้นที่ต้องมีในฤดูนี้ (Dixie คือเมืองทางตะวันออกเฉียงใต้ของอเมริกา)
เกี่ยวกับสไตล์ผม
ทรงผมนั้นภาพลักษณ์ของปี 2009 คือ การร่วมสมัยของปี 1950 ถึงครึ่งสมัยแรกของยุค 1960 ซึ่งรสนิยมละม้าย Brigitte Bardot (นางแบบ) ธีมคือน้ำหนัก (Weight)
ในปี 2010 ธีม คือ ความหนา (Thickness) และเส้นผม (Texture of hair) ทางผู้ออกแบบได้ปรับให้เกิดระดับที่แตกต่างของความมีน้ำหนักและความเบา และสร้างเค้าโครงรูปเพชร ซึ่งจะช่วยให้หน้าเล็กลง

เราจะสามารถเน้นไปยังดวงตาและส่วนกลางของจมูกได้อย่างไร
ทั้งหมดขึ้นอยู่กับเป้าหมายของเรา
เกือบทุกๆ สไตล์ในปี 2009 ชอบคงน้ำหนักไว้ที่ผมส่วนกลาง แต่ก็ได้เปลี่ยนไปตั้งแต่ปี 2010-2011 เพราะจะเริ่มนิยมสไตล์ที่มีผมซึ่งมีส่วนชี้ให้เห็นถึงน้ำหนัก เช่นทรงผมม้วนขึ้นของบุรุษ-สตรีหรือทรง Regent (บัณฑิต) มีหลากหลายสไตล์ เช่น Edged Cut Line,Layered Cheek และ Jaw Line
A Line มีไว้เพื่อสร้างความกว้างให้กับส่วนล่าง
Neo-A line สร้างความแตกต่างที่ส่วนบนด้วยการตัด
C Line คือ Edged Style ซึ่งช่วยสร้างเกลียวที่ผมด้านหน้า
I line นั้นจะประกอบด้วยด้านข้างของ front-down-line, ที่ด้านหลังของ back-down-line และ layered top และทำการดัดผมเพิ่ม เช่นเกลียวลักษณะตรงจะทำที่รอบๆ ผมด้านหน้าเกลียวกลับด้านที่ด้านข้าง และเกลียวแบบผสมผสานระหว่างเกลียวตรงกับเกลียวกลับด้านที่ด้านหลัง จะช่วยให้เห็นเส้นผมที่นุ่มยืดหยุ่น และอย่าทำสีเดียว ให้สร้างทั้งไฮไลท์ และโลว์ไลท์ และอย่าใช้โทนเดียวทั้งหมด อาศัยสีทุติยภูมิหรือตติยภูมิสร้างระดับความต่างของสี
-ตัวอย่างเช่น Ash base X Orange high light, Orange base X Ash low light และอื่นๆ
-การทำสี การดัด การตัดนั้นเป็นงานที่สำคัญในการสร้างความแตกต่างที่น่ารักน่าชัง
เกี่ยวกับการตัด
การตัดของปี 2010 เป็นการเน้นไปที่ส่วนกลางที่แสดงให้เห็นถึงใบหน้าที่เล็ก เพื่อการสร้าง edged style และเพื่อสร้างเอฟเฟคหลากมิติขึ้น ในฤดูใบไม้ผลิและร้อนทรงบ๊อบแบบ Heavy เป็นที่นิยม แต่ก็เปลี่ยนเป็นทรง round bob style ที่มีความเบาที่ปลายผมหรือ edged bob
จากนี้จึงถึงปี 2011 ทรง Regent หรือทรงหมาป่า (Wolf Style) จะมีปลายแหลมที่ผมด้านบน ซึ่งเป็นลักษณะของการเคลื่อนไหว คล้ายๆเปลี่ยนจาก hippie เป็น rocker
เกี่ยวกับเทคนิคของ cheek line บนใบหน้า เทคนิคจะมีหลายชนิดที่เหมาะกับรูปหน้า เช่น หน้ากลม ทรงไข่ วงรี หรือสี่เหลี่ยม และเทคนิคการตัดมีหลายแบบที่สามารถเรียนได้หลายช่องทาง



เกี่ยวกับการดัด
ปี 2009 A line คือทรงที่สร้างวอลลุ่มโดยการใช้การดัดราวๆ 10 ซม. ตั้งแต่ปลายผมที่มีการม้วน 2.5 รอบ (เกลียวปกติหรือเกลียวขด) ไม่ใช่ลักษณะการสร้างวอลลุ่มด้านบน
ปี 2010 เราทำการดัดที่ด้านบนและรอบๆใบหน้า ในการผสมผสานเกลียวแบบตรงๆ และเกลียวกลับด้าน และการใช้มวนโรลที่หนาที่สุดผสมกับการใช้โรลที่บางที่สุด นี่จะช่วยสรรสร้างวอลลุ่มเส้นผมและความหนาขึ้นของผม ที่ช่วยบรรยายถึงความหลวมเบาหวิว และความเป็นอิสระ
สำหรับทรงสั้น เราทำการดัดที่ส่วนบนหนักกว่าเดิม และทำ Pin-curl ที่ผมส่วนล่างเพื่อทำให้ผมแน่นขึ้น และจะยิ่งดีมากหากจัดแต่งทรงเกลียวดัดด้วย 2 block style
สำหรับทรง bob style เราเรียกว่าเป็น Fan Fan Wave ซึ่งมีการทำขอบผมและเคลื่อนไหวเบาบางดั่งอากาศสามารถแยกเป็น 2 สไตล์ได้คือ : เกลียวคลาสิคที่เหมือนเกลียวในยุค 1950 และ Sofe Wave เหมือนผมยุ่งเหยิง
เทคนิคการสร้างแนวผมพลิ้วสไตล์ญี่ปุ่น
STROKE CUT
ประเด็นหลัก
-ตัดด้วยการใช้ข้อมือ
-ใช้การสัมผัสที่นุ่มนวลในการตัด
-สอดรับต่อกรอบใบหน้าของลูกค้า
-ใช้เอฟเฟค Cubic
การใช้กรรไกรในการตัดสโตรคคัท มี 4 เทคนิคสำหรับชาวเอเชียซึ่งมีผมเยอะ และหน้าผาก/ใบหน้าแบนการตัดผมด้วยวิธีการนี้ถือว่าเหมาะสมที่สุด และสามารถจัดแต่งทรงผมได้อย่างง่ายๆด้วยมือและหวี

เทคนิคการตัดอย่างง่ายและวิธีการตัดราวคัทแบบวงกลม
-จินตนาการว่าผมถูกห่อด้วยผ้า (รูปที่ 1)
-และทำการตัดเส้นรอบๆ ที่ห่อไว้ อาจทำการดึงกระดาษที่ห่อไปยังฝั่งตรงข้ามและทำการตัดต่อ
-เทียบกับก่อนหน้าที่ลงมือตัด ความยาวของผมยังคงมีอยู่
การสร้างเอฟเฟคแบบ Cubic
ด้วยวิธี Sogi, Kezuri and Najimi
Sogi คือวิธีทำให้ผมบางลง
Kezuri คือทำให้ผมมีลวดลาย
Najimi คือการปรับให้ผมรับกับใบหน้า
-การตกแต่งโดยการใช้แวกซ์ ดัดม้วน ตัวรีด หรือสี
-อันดับแรก
ตัดผมที่หนาโดยใช้ Blunt Cut เพื่อตกแต่งไลน์ผมและทำผมไลน์ม้วนในลักษณะของโรลและตัดแนวโค้งตามรูปทรงโค้งมาตรฐาน (ทรง Cubic)
การตัดซอยให้เข้ารูปทรงใบหน้า

ใบหน้ารูปไข่ (O Egg shape)
ความยาว
ทรงไข่จะนับตั้งแต่บริเวณแก้ม ที่โครงแก้ม มีความยาวราวๆ ½ ระหว่างไรผมและปลายของขากรรไกร
การจัดวางที่ส่วนฐานของโซนแก้ม
A จุดขนาด 3/1 ระหว่าง GP และไลน์ผม //B
B ที่ปลายตา
C 2-3 ซม. จาก B หรือ B ทำโซนสามเหลี่ยม A-B-B นี่คือผมม้า ทำสามเหลี่ยมที่ A-B-C และ A-B-C นี่คือโซนแก้ม
ทรงการตัด
ทำมุมที่เส้นขอบระหว่างผมม้าและโซนแก้ม ปกติมักทำให้ปลายผมบาง

ใบหน้ารูปทรงกลม
ความยาว
2/1 ระหว่างไลน์ผมและปลายของขากรรไกรเป็นช่วงความยาวที่ดีที่สุด
การวางโซน
A 1 ซ.ม.นับตั้งแต่ส่วนที่แยกลงมาตามรูป (จาก 3/1 ซม.ระหว่างไลน์ผมและ GP B,B เท่ากับ ภายนอกของตา C เท่ากับ 2-3 ซม.นับจาก B,B สร้างโซนสามเหลี่ยมด้วย A-B-B นี่คือสำหรับผมม้าที่กว้าง สร้างสามเหลี่ยมเล็กๆ แต่ละข้างด้วยขนาด A-B-C และ A-B-C นี่คือโซนแก้ม
การตัด
จัดมุมที่ขอบเส้นผม ระหว่างผมม้า และโซนแก้ม เพิ่มระดับชั้นที่โซนแก้ม เพื่อเคลื่อนเข้าไปภายในใบหน้า และทำปลายของผมให้ดูบางลงเพื่อแสดงความเป็นธรรมชาติ

การจัดแต่งทรงผมและการเพิ่มวอลลุ่ม
น้ำหนักของผม
ผมจะแลดูมีน้ำหนักหาอยู่ทรงยาว ซึ่งจะแลดูหนักและยาว แต่น้ำหนักของทรงสั้นก็จะแลดูมีความอิ่มตัวและสั้น สไตล์ผมยาวมีน้ำหนักจะทอดยาวลงมาทั้งหมดเกือบบ่า และดูมีความเป็นวัยรุ่น ในขณะที่ทรงสั้นที่ดูมีน้ำหนักก็จะทำให้ยาวพอเหมาะ อารมณ์ที่ได้ก็จะเป็นแบบดูสุขุมและดูมีความมั่นคงสม่ำเสมอ
การม้วนผม (วอลลุ่ม)
ทรงที่มีวอลลุ่ม (ในที่นี้คือทรงโรล) จะดึงดูดสายตาคนจะมีการทำโรลในลักษณะทำข้างบนผม กับการทำข้างล่าง ทรงที่ทำสูงจะแลดูเด็ก และมีชีวิตชีวา แต่โรลที่ทำข้างล่างจะทำให้ดูสุขุมสงบและมีความมั่นคงสม่ำเสมอ
แบบขมวดผม
เรียกว่าอัพ-สไตล์ เป็นลักษณะของการรวบ/มัดผมขนาดใหญ่ซ้ายหรือขวา การมัดทรงสูงจะทำให้ดูเด็ก สำหรับอัพสไตล์รวบผมลงล่างทำขนาดพอประมาณ ส่วนมากมักทำแบบสูงในงานที่รื่นเริง แต่งานไว้อาลัยจะทำทรงตกลงมา

|